Tang's profileบุหงา ลังกาวีPhotosBlogNetworkMore Tools Help

บุหงา ลังกาวี

..ดอกไม้หินสีแดง...

Tang chaotainews

This person's network is empty (or maybe they're keeping it private).
September 27

ช่วงสอบกับกองดุริยางค์ทหารบก...

   เมื่อวานนี้ฉันได้มีโอกาสจัดรายการวิทยุออนไลน์ จัดไปแบบขำ ๆ เพราะเครื่องมันไม่ใช่อย่างที่เราเคยใช้
อากาศเมื่อวาน อึมครึม...บอกไม่ถูก ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ฉันไม่ชอบมาก ๆ เพราะมันทำให้ฉันรู้สึก "หดหู่"
   อาจเพราะไม่ได้พูดแบบจัดรายการมานานแล้ว เมื่อวานก็มีอะไรที่ได้พูดออกไปตามความรูสึกบ้าง ก็ดีนะพูดไปแล้วมีคนที่เค้าฟัง
และสามารถโต้ตอบสิ่งที่เราพูดได้ทันที อากาศที่ร้อนอบอ้าว ซึ่งฉันมองว่า ฝนคงตกแน่ ๆ แต่ผิดคาด ฝนไม่ตก..
 
    ในวันนี้ฉันมีโอกาสได้จัดรายการอีกครั้ง แดดออกดี รู้สึกมีชีวิชีวาขึ้นมาหน่อย สงสัยวันนี้ฝนคงไม่ตก...แต่ ที่ไหนได้ล่ะ ตกลงมาซะเยอะเชียว...(เดาผิด จริง ๆ )
วันนี้มีคนมาเปงกำลังใจในรายการเยอะเลย เปิดเพลงไปก้อยิ้มไปเพราะดูท่าทางทุกคนจะมีความสุข บ่ายวันอาทิตย์อารมณ์ที่รู้ว่าพรุ่งนี้ต้องทำงานอีกแล้ว
พรุ่งนี้ต้องไปเรียนอีกแล้ว หรือ พรุ่งนี้ต้องไปสอบอีกแล้ว หลายคนไม่ได้รู้สึกดี เพราะความรู้เหล่านั้นฉันเองก็ผ่านมันมาแล้วเหมือนกัน...
     มันเหมือนที่เค้าว่าถ้าผ่านวันนี้ไปได้เมื่อไหร่ "ยกภูเขาออกจากอก" มันเป็นเรื่องจริง พูดถึงเรื่องสอบสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
 ช่วงนี้ฉันและเพื่อน ๆ จะต้องรวมตัวกันที่กองดุริยางค์ทหารบก เพื่ออ่านหนังสือ นั่นเป็นห้องของพี่ดล สุดหล่อ ขวัญใจพวกเรา พี่ดลเป็นญาติของนังข้าว...เค้าได้ห้องพักเพราะเป็นทหารที่นั่น
แต่พี่เค้าแต่งงานมีครอบครัวเลยย้ายไปอยู่บ้านของตัวเอง แต่ก็เก็บห้องนี้ไว้ใช้แต่งตัวเวลาที่มีงาน เพื่อนฉันในสมัยเรียน ก็เหมือนนักศึกษาทั่วไป ตอนเรียนไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ตอนสอบนี่สิ เครียดกันจนจะบ้า
สอบเก้าโมงเช้าวิชาการตลาด อ่านหนังสือเล่มหนามากๆๆๆตั้งแต่สองทุ่มจนถึง หกโมงเช้า จะไม่ให้อ่านขนาดนั้นได้ไงล่ะ ก็ตอนเรียนเล่นโดดกันเป็นว่าเล่น เข้าไปก็คุยกัน กินขนมกัน หลับกันเป็นประจำ
     และทุกครั้งหลังออกจากห้องสอบ ทุกคนก็จะลงมารอเพื่อน ๆ แต่ละคนก็จะพูดถึงข้อสอบที่เพิ่งทำผ่านไป บางคนตอบเหมือนกันก้อดีใจกันใหญ่ (ไม่รู้ว่าถูกป่าว หรอกนะ)...
ฉันก็เป็นคนนึงที่ถือว่าทำข้อสอบไม่เร็วและไม่ช้ามาก แต่ออกมาฟังคำตอบ ทำไมเราตอบไม่เหมือนคนอื่นเลยว่ะ..(ใจเสียมาก ๆ )
....เกือบทุกวิชาที่ฉันจะต้องโทรไปร้องไห้กับแม่ กลัวว่าผลสอบจะออกมาไม่ดี และคงประกอบกับสภาวะความเครียดบางครั้งสอบวันเดียว สองวิชา แล้วก็เป็นวิชาที่เรียกว่า "แรงทั้งคู่"
 
   ช่วงเวลา สี่ปี ในการชีวิตในมหาวิทยาลัย กับชุดนักศึกษาที่ถือว่ามีเกียรติมากที่เราได้มีโอกาสใส่มันด้วยความภาคภูมิใจ แค่ สี่ปี เท่านั้นที่เราจะได้ชุดนักศึกษา เพื่อน ๆ รุ่นพี่ รุ่นน้อง
กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (แต่ถ้าใครมีแฟน..เพื่อนก้อตัดๆไปก่อน จะนึกได้ตอนทะเลาะกับแฟน)...จะว่าเพื่อนฉัน จะแต่ละคนเนี่ย มีอะไรที่ไม่เหมือนกันเลย อย่าง (อี)กบ หรือ ไอกบ ของเพื่อน
เป็นนักเรียนที่จบมาจากโรงเรียนดังในกรุงเทพ เป็นโรงเรียนฝึกให้ผู้หญิงมีความเป็นกุลสตรี แต่อีนี่ไม่มีใครว่ามันจบมาจากโรงแห่งนั้นหรอก...55555  
    ก็จะให้เชื่อได้ไงล่ะ คุณเธอเล่นทั้งวีน ทั้งเหวี่ยง ด่ากราดไม่สนใจใคร...แต่ กบเป็น คนขยัน เรียนดี กบเรียนสาขา JR หรือวารสารและหนังสือพิมพ์ บางทีมันก็เหมือนเป็นอะไรที่ทุกคนพยายามจะไม่เถียงปล่อย
แบบช่างมันเหอะ...เขียนแล้วจะว่านินทาเพื่อน ...ไว้มาเล่าต่อดีก่า....อิอิ
 
 
สุขสันต์วันอาทิตย์ที่ฝนตกจ้ะ..
September 25

ไม่มีฉัน..คงทำให้ใคร-ใครรู้สึกดีขึ้น

..."แม้แต่ใจเราเอง
เราจะสั่งให้มันเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ได้เลย
แล้วจะไปเรียกร้องอะไรจากคนอื่น
ว่าจะต้องเป็นอย่างที่เราชอบ เราอยาก..."
    วันนี้ฉันเหมือนรู้สึกว่า การมีฉันอยู่ นั้นเป็นการสร้างความลำบากใจ เป็นภาระให้กับใครๆ
น้ำตาไหลออกมาบ้างคงดี มันคงไม่ต้องรู้สึกเหนื่อยหรือว่า ท้อแบบนี้อีก...
    ตอนนี้บอกได้เลยว่า เหนื่อยมาก ทั้งกายและใจ ฉันเป็นคนมีความรู้สึก มีชีวิต จิตใจ...
ความต้องการให้ฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างที่ทุกคนที่มีส่วนร่วมในชีวิตต้องการให้เป็น ฉันคงทำให้ได้ไม่หมด
หลายครั้งที่ฉันเก็บเอาความรู้สึกของคนอื่นมาคิดเอง ว่าเค้าจะคิดยังไง ฉันควรทำยังไงให้เค้ารู้สึกดี มีความสุข
ซึ่งจะมีใครรู้บ้างว่า...สิ่งต่าง ๆ ที่หลายคนต้องการนั้น ฉันทำไปโดยที่ฉันไม่ได้รู้สึกมีความสุขเลย...
หน้าตาที่ยิ้มของฉัน ข้างในมันสะสม ความทุกข์ ความลำบากใจ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ฉันต้องทำตามที่คนอื่นต้องการ
...วันนี้ ฉันเลือกที่จะกลับมาเป็นตัวฉัน....หลังจากที่ฉันก้าวเดินออกไปไกลกว่า สิ่งที่ฉันเป็น...
ฉันคิดว่า บางทีหากไม่มีฉันไปเลย คงทำให้ใครหลายๆคนสบายใจขึ้น และฉันเชื่อว่า บางคนอาจไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าฉันหายไป.....
...ฉันยังคงอยู่ อยู่ในความทรงจำของทุกคน ในรูปแบบที่แต่คนต้องการอยากให้ฉันเป็น...
...ฉันอาจไม่ตัวตนปรากฎขึ้นมา เพราะมันเป็นความทรงจำ ของพวกคุณเองที่สร้างและปั้นให้ฉันเป็น...
 
...ฉัน คือ ตัวฉัน ที่ ฉัน ต้องการเป็น...
..ฉัน อาจโบยบินไปไกล จนห่างจากเธอไป...
...ฉันเพียงต้องการให้เธอรู้ไว้ ว่า..เธอไม่เป็นไรหรอก เพราะฉันไม่ใช่ ชีวิตของเธอ...
...ฉัน ทบทวนแล้ว ฉัน ควรเดินบนเส้นทางที่ฉันควรเดิน ไม่ใช่เดินบนเส้นทางที่คนอื่นต้องการ....
...ฉัน จะทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ใช่ทำเพราะคนอท่นต้องการให้ทำ....
..ทำไม ฉันไม่รู้จัก บอกตัวเองบ้าง ว่าฉันคือฉัน อย่าไปไกลกว่านี้ ...
..ทำไมต้องเกรงใจ แคร์ความรู้สึกคนอื่น ว่าเค้าจะเป็นอย่างไร....
...ฉันไม่รักตัวเองเลยใช่ไหม...ตอบซิ
 
....คำถามนี้ ทำให้ฉันพบว่า ฉันไม่ได้รักตัวเอง เพราะบ่อยครั้งฉันฝืน การเป็นตัวของตัวเอง
ในเมื่อฉันไม่รักตัวเอง แล้วฉันจะรักคนอื่นได้ยังไง...แม้จะมีใครบอกว่า การที่เราได้เรียนรู้ที่จะรักคนอื่น
นั่นเท่ากับเป็นการทำให้เรารู้จักรักและดูแลตัวเองมากขึ้นด้วย......
 
.....อย่าเสียใจหากไม่มีฉันยืนข้างเธอ...
..อย่าเสียใจหากไม่มีฉันที่เธอต้องการ....
...อย่าเสียใจหากไม่มีฉันจะคอยปลอบใจเธอ...
...อย่าเสียใจหากไม่มีฉันคอยทะเลาะกับเธอ...
...อย่าเสียใจหากไม่มีฉันที่คอยงอน-ง้อ เธอ...
...อย่าเสียใจหากไม่มีฉันคอยให้กำลังใจเธอ...
...อย่าเสียใจหากไม่มีฉันที่จะใช้ลมหายใจร่วมกับเธอ...
 
  คำว่า "ขอโทษ" คงเป็นคำพูดเดียวที่ฉันจะทำได้ ขอให้เธอจงก้าวต่อไป
และขอให้จำไว้ว่า...ฉันจะยังคงอยู่รอบ ๆ ตัวเธอ...
  ร่างกาย ชีวิต และจิตใจ ของฉันทั้งหมด มันหล่อหลอมอยู่ในตัวเธอ
เพราะเธอได้สร้างให้ฉันเป็นส่วนหนึ่งของเธอในรูปแบบที่เธออยากให้เป็นแล้ว..
...สิ่งเดียวที่ฉันกลัวก่อนไป..คือ เธอไม่รู้สึกอะไรเลยเมื่อมีฉัน....
...หรือ เธอไม่ได้คิดถึงฉันเลย.....เพราะฉันไม่สำคัญพอที่จะอยู่กับเธอตั้งนานแล้ว...
 
......มิตรภาพ คือ สิ่งที่สวยงามเสมอ สำหรับฉัน ...แต่ขอให้มิตรภาพนั้นอยู่ในความทรงจำ ในแบบที่เป็นตัวฉันเอง.....
 
คงมีแค่ผู้หญิงกับผู้ชายคู่นึงเท่านั้น ที่รับได้ทุกอย่างที่ฉันเป็น และไม่เคยอยากให้ฉันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวฉันเอง...เค้าคือ พ่อและแม่ของฉันนั่นเอง>>> 
 
September 24

หัวข้อการพูดคุย นกก้อนหิน..

 

ยกคำพูดมา

นกก้อนหิน..
      วันนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่ฉันมีโอกาสได้เขียนเรื่องราวต่าง ๆ ลงในบล็อกอีกครั้ง...
ทำไมเหนื่อยจัง...เหนื่อยกาย หรือ เหนื่อยใจ หรือเหนื่อยทั้งสองอย่าง...
เวลาหนึ่งวันกับการที่ที่เราไม่ค่อยชอบนัก มันช่างรวดเร็ว จนบางครั้งเหมือนเรายังไม่ได้ทำอะไรให้เรียบร้อย
อากาศที่ร้อนอบอ้าว...เกลียดอากาศแบบนี้มากๆ เพราะรู้หดหู่ใจ บอกไม่ถูก
ช่วงบ่ายของวันนี้ฉันเดินเข้าไปในร้านหนังสือ พบกับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า "นกก้อนหิน" คนเขียนก็ "บินหลา สันกาลาคีรี"
พี่คนนี้เคยได้รับรางวัลนักเขียนซีไรต์จากเรื่อง "เจ้าหญิง" เป็นประจำหากเวลาที่ฉันสนใจหนังสือเล่มไหน ฉันก็จะอ่านที่ปกหลังของเล่มนั้นทันที
  
 "...คนดีของฉัน คำสัญญาไม่ใช่พันธนาการ...
      "เธอต้องเชื่อว่าตัวเธอเป็นอิสระ
      ปลดปล่อยตัวเองจากคำสัญญาที่เคยให้แก่กัน
     ในวันข้างหน้า ถ้าเธอจะกลับมาหาฉันก็เพราะอยากจะกลับมา
ไม่ใช่มาเพราะคำสัญญา ถ้าเธอพบว่าสามารถรักใครได้มากกว่าฉัน
เธอจงรัก และเลือกอยู่กับเขา ฉันก็จะเป็นสุขไปกับความรักของเธอ"
 
       ความรักที่แท้ไม่ใช่ความซื่อสัตย์
      ยิ่งไม่ใช่การเรียกหาความซื่อสัตย์
ความรักคือโอกาส ไม่ใช่จำกัดโอกาส ความรักมีอิสรเสรี...
 
      อ่านเพียงแค่นี้ ฉันตัดสินใจที่จะซื้อหนังสือเล่มนี้ทันที แต่ใช่ว่าจะหยุด...
เพราะหากเมื่อไหร่ที่หลุดเข้าไปร้านหนังสือ ฉันเหมือนคนที่อยู่ในอีกโลกหนึ่ง สามารถอยู่ได้ทั้งวัน
อ่านหนังสือไปได้เรื่อย ๆ อย่างไม่รู้เลยว่าเวลามันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว....
 
    นอกจาก หนังสือเล่มนี้ ฉันเจอหนังสืออีกเล่มที่กำลังเป็นหนังออกฉาย "ฝัน โคตร-โคตร"
เป็นหนังเรื่องนึงที่ฉันอยากดู แต่ตอนนี้แค่หาเวลาให้กับตัวเองยังยากเลย...เอาว่าคงต้องได้ดูแน่ ๆ ....
...ไม่น่าเชื่อว่า หนังเรื่องนี้ "พิง ลำพะเพลิง" จะเขียนเอาไว้เมื่อ ยี่สิบปีก่อน เค้าต้องมีการปรับบางส่วนที่ดูเชยๆออกไปบ้าง
เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับหนัง....เห็นหนังสือ ฉันยังคงทำเหมือนปกติ คืออ่านปกหลังของหนังสือ....
ฉันจำข้อความไม่ได้ แต่จำได้ว่า คุณพิง เขียนไว้ดีทีเดียว เป็นเรื่องของเวลา
อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต เหมือนบอกให้คนเราอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ อย่าคิดแก้ไขอดีต และอย่ามองอะไรให้เกินเลยไปถึงอนาคต
เพราะปัจจุบัน ตอนนี้ ณ เวลานี้ หรือที่ฉันเขียนอยู่นี้ พรุ่งนี้หรือ อีกหนึ่งชม.ข้างหน้า ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว
เราควรเลือกทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร และหากปัจจุบันเราทำอะไรผิดพลาดไป เมื่อมันกลายเป็นอดีต
เราจะเสียใจ เพราะเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกเลย.... (อันนี้ฉันสรุปเท่าที่ฉันพอจะจำและเข้าใจในแบบของฉัน)
 
  ออกจากร้านหนังสือมาได้หนังสือมาเยอะอยู่ แต่ที่เมื่อวานซื้อมาก็ยังไม่ได้อ่านเลย...ให้ตายเหอะ อิอิ
ความสุขกับหนังสือก็ดี คงต้องขอบคุณคนสองคน คือ พ่อกับแม่ ที่ไม่เคยห้ามให้ฉันอ่านหนังสือ การ์ตูนมหาสนุก หรือขายหัวเราะในตอนเด็ก ๆ
เพราะเมื่อโตขึ้น ฉันก็ยังคงมีนิสัยที่ชอบการอ่าน แต่ก็อยากได้เวลาและสถานที่ ยิ่งถ้าได้นอนบนเปล แถวริมทะเล มีหนังสือเล่มโปรดที่อยากอ่าน
โอ้โห....นั่นคงทำให้ฉันมีความสุขได้บ้าง (เออ..ออกมา ยังมีหนังสือที่อยากได้อีก แต่งบประมาณนี่...คิดว่าพอก่อนจะดีกว่า)
    เพราะหนึ่งในหังสือที่ได้มาวันนี้ มีของ "ปราย พันแสง" นักเขียนคนโปรดของฉันติดมาด้วย แค่อ่านปกหลังก็วางไม่ลงแล้ว
ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะอ่านเล่มไหนดี แต่ทีแน่ ๆ คงต้องรีบอ่าน เพราะจะได้มีเวลาอ่านหลายรอบ...อีกอย่าง การอ่านหนังสือ มันคงทำให้ฉันได้พัฒนาสมองที่มีรอยหยักไม่มากนัก
และคงทำให้ฉันได้มีความคิด หรือ มีไอเดีย ที่จะทำอะไรใหม่ ๆ ได้อีก....(วันนี้เจ้านายเกิดอยากเขียนคอลัมม์ เค้าคงบันทึกมา แต่หน้าที่ฉัน คือ คงต้องเรียบเรียง จะดีใจหรือเสียใจดีล่ะ งานนี้...)
 
...เกือบหกโมงเย็นแล้ว มีนัดเสริมความงาม...
 (คือ ไม่งามก็ต้องเสริมกันไป...ไม่ใช่ ฉันคิดจะตัดผม แต่แม่กะพ่อ ก็ดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่
สงสัยคงต้องบำรุงดูแลต่อไป..เอ๊ะ!!หรือผมยาวมากทำให้ฉํนโง่ลงป่าวน๊า...แต่คิดแบบนี้ ดูท่าจะบ้า มากว่า โง่นะเนี่ย อิอิ)
 
...ในหนึ่งปีสี่ฤดู ต่อให้อีกสี่ปี่ก็มีแค่สี่ฤดู ฉันไม่ได้รอเธอนานกว่านี้....นกก้อนหิน
 

นกก้อนหิน..

      วันนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่ฉันมีโอกาสได้เขียนเรื่องราวต่าง ๆ ลงในบล็อกอีกครั้ง...
ทำไมเหนื่อยจัง...เหนื่อยกาย หรือ เหนื่อยใจ หรือเหนื่อยทั้งสองอย่าง...
เวลาหนึ่งวันกับการที่ที่เราไม่ค่อยชอบนัก มันช่างรวดเร็ว จนบางครั้งเหมือนเรายังไม่ได้ทำอะไรให้เรียบร้อย
อากาศที่ร้อนอบอ้าว...เกลียดอากาศแบบนี้มากๆ เพราะรู้หดหู่ใจ บอกไม่ถูก
ช่วงบ่ายของวันนี้ฉันเดินเข้าไปในร้านหนังสือ พบกับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า "นกก้อนหิน" คนเขียนก็ "บินหลา สันกาลาคีรี"
พี่คนนี้เคยได้รับรางวัลนักเขียนซีไรต์จากเรื่อง "เจ้าหญิง" เป็นประจำหากเวลาที่ฉันสนใจหนังสือเล่มไหน ฉันก็จะอ่านที่ปกหลังของเล่มนั้นทันที
  
 "...คนดีของฉัน คำสัญญาไม่ใช่พันธนาการ...
      "เธอต้องเชื่อว่าตัวเธอเป็นอิสระ
      ปลดปล่อยตัวเองจากคำสัญญาที่เคยให้แก่กัน
     ในวันข้างหน้า ถ้าเธอจะกลับมาหาฉันก็เพราะอยากจะกลับมา
ไม่ใช่มาเพราะคำสัญญา ถ้าเธอพบว่าสามารถรักใครได้มากกว่าฉัน
เธอจงรัก และเลือกอยู่กับเขา ฉันก็จะเป็นสุขไปกับความรักของเธอ"
 
       ความรักที่แท้ไม่ใช่ความซื่อสัตย์
      ยิ่งไม่ใช่การเรียกหาความซื่อสัตย์
ความรักคือโอกาส ไม่ใช่จำกัดโอกาส ความรักมีอิสรเสรี...
 
      อ่านเพียงแค่นี้ ฉันตัดสินใจที่จะซื้อหนังสือเล่มนี้ทันที แต่ใช่ว่าจะหยุด...
เพราะหากเมื่อไหร่ที่หลุดเข้าไปร้านหนังสือ ฉันเหมือนคนที่อยู่ในอีกโลกหนึ่ง สามารถอยู่ได้ทั้งวัน
อ่านหนังสือไปได้เรื่อย ๆ อย่างไม่รู้เลยว่าเวลามันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว....
 
    นอกจาก หนังสือเล่มนี้ ฉันเจอหนังสืออีกเล่มที่กำลังเป็นหนังออกฉาย "ฝัน โคตร-โคตร"
เป็นหนังเรื่องนึงที่ฉันอยากดู แต่ตอนนี้แค่หาเวลาให้กับตัวเองยังยากเลย...เอาว่าคงต้องได้ดูแน่ ๆ ....
...ไม่น่าเชื่อว่า หนังเรื่องนี้ "พิง ลำพะเพลิง" จะเขียนเอาไว้เมื่อ ยี่สิบปีก่อน เค้าต้องมีการปรับบางส่วนที่ดูเชยๆออกไปบ้าง
เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับหนัง....เห็นหนังสือ ฉันยังคงทำเหมือนปกติ คืออ่านปกหลังของหนังสือ....
ฉันจำข้อความไม่ได้ แต่จำได้ว่า คุณพิง เขียนไว้ดีทีเดียว เป็นเรื่องของเวลา
อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต เหมือนบอกให้คนเราอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ อย่าคิดแก้ไขอดีต และอย่ามองอะไรให้เกินเลยไปถึงอนาคต
เพราะปัจจุบัน ตอนนี้ ณ เวลานี้ หรือที่ฉันเขียนอยู่นี้ พรุ่งนี้หรือ อีกหนึ่งชม.ข้างหน้า ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว
เราควรเลือกทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร และหากปัจจุบันเราทำอะไรผิดพลาดไป เมื่อมันกลายเป็นอดีต
เราจะเสียใจ เพราะเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกเลย.... (อันนี้ฉันสรุปเท่าที่ฉันพอจะจำและเข้าใจในแบบของฉัน)
 
  ออกจากร้านหนังสือมาได้หนังสือมาเยอะอยู่ แต่ที่เมื่อวานซื้อมาก็ยังไม่ได้อ่านเลย...ให้ตายเหอะ อิอิ
ความสุขกับหนังสือก็ดี คงต้องขอบคุณคนสองคน คือ พ่อกับแม่ ที่ไม่เคยห้ามให้ฉันอ่านหนังสือ การ์ตูนมหาสนุก หรือขายหัวเราะในตอนเด็ก ๆ
เพราะเมื่อโตขึ้น ฉันก็ยังคงมีนิสัยที่ชอบการอ่าน แต่ก็อยากได้เวลาและสถานที่ ยิ่งถ้าได้นอนบนเปล แถวริมทะเล มีหนังสือเล่มโปรดที่อยากอ่าน
โอ้โห....นั่นคงทำให้ฉันมีความสุขได้บ้าง (เออ..ออกมา ยังมีหนังสือที่อยากได้อีก แต่งบประมาณนี่...คิดว่าพอก่อนจะดีกว่า)
    เพราะหนึ่งในหังสือที่ได้มาวันนี้ มีของ "ปราย พันแสง" นักเขียนคนโปรดของฉันติดมาด้วย แค่อ่านปกหลังก็วางไม่ลงแล้ว
ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะอ่านเล่มไหนดี แต่ทีแน่ ๆ คงต้องรีบอ่าน เพราะจะได้มีเวลาอ่านหลายรอบ...อีกอย่าง การอ่านหนังสือ มันคงทำให้ฉันได้พัฒนาสมองที่มีรอยหยักไม่มากนัก
และคงทำให้ฉันได้มีความคิด หรือ มีไอเดีย ที่จะทำอะไรใหม่ ๆ ได้อีก....(วันนี้เจ้านายเกิดอยากเขียนคอลัมม์ เค้าคงบันทึกมา แต่หน้าที่ฉัน คือ คงต้องเรียบเรียง จะดีใจหรือเสียใจดีล่ะ งานนี้...)
 
...เกือบหกโมงเย็นแล้ว มีนัดเสริมความงาม...
 (คือ ไม่งามก็ต้องเสริมกันไป...ไม่ใช่ ฉันคิดจะตัดผม แต่แม่กะพ่อ ก็ดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่
สงสัยคงต้องบำรุงดูแลต่อไป..เอ๊ะ!!หรือผมยาวมากทำให้ฉํนโง่ลงป่าวน๊า...แต่คิดแบบนี้ ดูท่าจะบ้า มากว่า โง่นะเนี่ย อิอิ)
 
...ในหนึ่งปีสี่ฤดู ต่อให้อีกสี่ปี่ก็มีแค่สี่ฤดู ฉันไม่ได้รอเธอนานกว่านี้....นกก้อนหิน
 
September 22

L.O.V.E

  
“ความรัก” โดย อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
 
บางครั้ง ความรัก ก็เข้ามาหาเรา เพื่อให้เราเรียนรู้
มิใช่ ให้เราครอบครอง
ไม่ผิดหากจะรักคนที่มีเจ้าของ
แต่จะผิดหากเข้าไปทำหน้าที่ซ้ำซ้อนคนอีกคน
หน้าที่ของความรัก คือการเดินไปมอบความรักและยืนเฉยๆ
เพื่อรับมัน ไม่ใช่การดิ้นรนเพื่อให้ได้มา
ในห้วงรัก การถูกรัก มันสุขใจ
การมอบความรักมันอิ่มเอม และเมื่อได้รับการปฏิเสธมันทรมาน
 
ความรัก จะเกิดขึ้น เมื่อเกิดการถ่ายเทพลังอันอ่อนโยนของคนสองคน
ความรัก มิใช่การเข้าไปเป็นชีวิตเขา
แต่คือการเข้าไปอยู่ข้างๆ ชีวิตเขา
คนบางคนเหมาะที่เกิดมาเพื่ิอให้เรารัก
แต่ไม่เหมาะที่จะร่วมชีวิตด้วย
 
ความรัก    ไม่ต้องการ  แค่ัวันเดียว
ความรัก    ไม่ต้องเกี่ยว   กับวันไหน
ความรัก    ไม่ต้องมี         เวลาใด
ความรัก    ไม่ต้องใช้       ให้ใครชี้
ความรัก    ไม่ต้องมี         ข้อวิจารณ์
ความรัก    ไม่ต้องการ     การกดขี่
ความรัก    ไม่ต้องให้       ใครตราตี
ความรัก    ไม่ต้องมี         เส้นพรมแดน
ความรัก    ไม่ต้องรอ       ตามแบบแผน
ความรัก    ไม่ต้องการ     การตอบแทน
ความรัก    ไม่ต้องการแค่ หัวใจคน
ความรัก    ไม่ต้องรอ       ขอเหตุผล
ความรัก    ไม่ต้องย้ำ       ความมีจน
ความรัก    ไม่ต้องทน      ที่จะรัก

 

   วันนี้ทำให้ฉันได้เข้าใจคำว่ารัก ที่แต่ละคนมักมีนิยามแตกต่างกันไป แต่อาจารย์เนาวรัตน์ ทำให้ฉันเข้าใจได้ว่า

รักแบบ ที่พ่อแม่รักฉัน รักแบบไหนที่เพื่อนรักฉัน และรักแบบไหนที่ใครคนนึงควรจะรักฉัน...

และ ฉันเองควรมอบความรักให้พวกเค้าเหล่านั้นแบบไหนบ้าง....


 
Photo 1 of 25